 |
 |
การติดต่อ
สุนัขและแมวที่ป่วยด้วยโรคพิษสุนัขบ้า สามารถแพร่เชื้อได้ก่อนแสดงอาการ เพราะ
เชื้อจะออกมาในน้ำลายเป็นระยะ ๆ ประมาณ 1-7 วัน ก่อนแสดงอาการ
คนเราจะติดเชื้อนี้ก็ ต่อเมื่อ
ถูกสัตว์ที่เป็นโรคนี้กัดหรือข่วน
ถูกสัตว์ที่เป็นโรคนี้เลีย หรือน้ำลายสัตว์กระเด็นเข้าแผลรอยขีดข่วน
หรือเยื่อเมือก
บุตา จมูก ปาก
ถ้าน้ำลายถูกผิวหนังปกติ ไม่มีรอยข่วนหรือบาดแผล ไม่มีโอกาสติดโรค
การติดต่อโดยการหายใจ มีโอกาสน้อยมาก ยกเว้นมีจำนวนไวรัสในอากาศเป็น
จำนวน มาก เช่น ในถ้ำค้างคาว
การติดต่อโดยการกินเกิดขึ้นได้ยาก ไม่เคยมี
อาการที่พบในสัตว์
กว่า 95% ของผู้ป่วยเป็นโรคนี้ มีสาเหตุมาจากสุนัข
เพราะสุนัขเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้าน ที่มีความใกล้ชิด ความผูกพันกับคน
และมีผู้นิยมเลี้ยงกันมากที่สุด โอกาสที่จะเจอสุนัขก็มีอยู่ ตลอด
เราจึงควรทราบอาการของสุนัขที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า เพราะมีทั้งแบบดุร้ายและแบบ
ซึม โดยแบ่งเป็น 3 ระยะด้วยกัน คือ
ระยะเริ่มแรก มีอาการประมาณ 2-3 วัน
โดยสุนัขจะมีอารมณ์ และอุปนิสัยเปลี่ยนไป จากเดิม เช่น
สุนัขที่ชอบคลุกคลีกับเจ้าของจะแยกตัวออกไปหลบซุกตัวเงียบ ๆ มีอารมณ์ หงุดหงิด
หรือตัวที่เคยขลาดกลัวคนจะกลับมาคลอเคลีย เริ่มมีไข้เล็กน้อย ม่านตาขยายกว้าง
กว่าปกติ การตอบสนองต่อแสงของตาลดลง กินข้าว กินน้ำน้อยลง
ระยะตื่นเต้น คือ เริ่มมีอาการทางประสาท
สุนัขจะกระวนกระวาย ตื่นเต้น หงุดหงิด ไม่อยู่นิ่ง กัดแทะสิ่งของ สิ่งแปลกปลอม
กัดทุกสิ่งไม่เลือกหน้า ถ้ากักขังหรือล่ามไว้จะกัดกรง
หรือโซ่จนเลือดกลบปากโดยไม่เจ็บปวด เสียงเห่าหอนจะเปลี่ยนไป ตัวแข็ง
บางตัวล้มลงชัก กระตุก
ระยะอัมพาต สุนัขจะมีคางห้อยตก
ลิ้นมีสีแดงคล้ำห้อยออกนอกปาก น้ำลายไหล และไม่สามารถใช้ลิ้นได้เลย
สุนัขอาจแสดงอาการขยอกหรือขย้อนคล้ายมีอะไรอยู่ในลำคอ ขาอ่อนเปลี้ย
ทรงตัวไม่ได้ล้มลงแล้วลุกไม่ได้ อัมพาตขึ้นทั่วตัวอย่างรวดเร็ว และตายในที่สุด
(ไม่เกิน 10 วัน หรือภายใน 10 วันหลังแสดงอาการ)
สุนัขที่แสดงอาการแบบดุร้าย จะแสดงอาการในระยะตื่นเต้นให้เห็นเด่นชัดและยาว นาน
แต่จะแสดงอาการในระยะอัมพาตสั้นมาก ส่วนสุนัขที่แสดงอาการแบบซึม จะแสดง
อาการในระยะตื่นเต้นสั้นมากจนไม่ทันสังเกตเห็น แต่จะไปแสดงอาการในระยะอัมพาต
เด่นชัด
แมว อาการคล้ายสุนัข แต่มักไม่ชัดเจน และพบอาการแบบดุร้ายมากกว่าแบบซึม
โค กระบือ อาการจะตื่นเต้น กระสับกระส่าย เดินโซเซ มักมีอาการคล้ายมีอะไรติดคอ
น้ำลายไหลยืด ท้องอืดป่อง อัมพาตและตาย
 |
รู้ได้อย่างไรว่าสุนัขที่มากัดไม่ใช่สุนัขบ้า
จะเชื่อได้ว่าสุนัขนั้นน่าจะไม่ใช้สุนัขบ้า ต้องมีปัจจัยสนับสนุนอย่างน้อย 5
ข้อ คือ
1. สุนัขได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเป็นประจำทุกปี
เคยฉีดวัคซีนมาแล้ว อย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งหลังสุดไม่เกิน 1 ปี
2. สุนัขได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี อยู่ในบริเวณรั้วรอบขอบชิด
ทำให้มีโอกาสสัมผัสสัตว์ อื่นน้อย
3. สุนัขมีอาการปกติ ยังกินน้ำกินอาหารได้
4. สามารถกักขังสุนัขไว้ดูอาการได้ (ถ้าภายใน 8 วัน
สุนัขยังคงมีอาการปกติถือว่าไม่ บ้า)
5. ถูกกัดโดยมีเหตุโน้มนำ เช่น ไปรังแก หรือทำให้สุนัขโกรธ ตกใจ
หรือสุนัขตัวนั้น ชอบกัดคนเป็นประจำ
การเกิดโรค
เมื่อเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าเข้าสู่ร่างกายโดยการถูกกัด ข่วน หรืออื่นๆ
เชื้อจะยังคงอยู่ บริเวณนั้นระยะหนึ่ง โดยเพิ่มจำนวนในกล้ามเนื้อ
ก่อนจะเดินทางไปยังประสาทส่วนกลาง และเข้าสู่สมองเพิ่มจำนวนมากขึ้น
พร้อมทำลายเซลล์สมองของคนเรา และทำให้เกิดอาการ บางรายเกิด อาการช้านานเกิน 1
ปี บางรายเกิดอาการเร็ว เพียง 4 วันเท่านั้น แต่โดยเฉลี่ย 3 สัปดาห์ถึง 4 เดือน
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ
จำนวนเชื้อที่เข้าไป (บาดแผลใหญ่ ลึก หรือมีหลายแผล มีโอกาสที่เชื้อจะเข้าไปได้
มาก)
ตำแหน่งที่เชื้อเข้าไป (ถ้าอยู่ใกล้สมองมาก เชื้อก็จะเดินทางไปถึงสมองได้เร็ว)
อายุคนที่ถูกกัด (เด็กและคนชราจะมีความต้านทานของโรคต่ำกว่าคนหนุ่มสาว)
ความรุนแรงของเชื้อ (เชื้อจากสัตว์ป่าอันตรายกว่าสัตว์เลี้ยง)
อาการที่พบในคน
สำหรับอาการของคนที่ได้รับเชื้อพิษสุนัขบ้า ส่วนใหญ่มีอาการของสมองอักเสบ
และไขสันหลังอักเสบ เพราะเชื้อได้แพร่กระจายอยู่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย
ส่วนอาการเริ่ม แรกของผู้ที่ ได้รับเชื้อจะมีไข้ต่ำ เจ็บคอ เบื่ออาหาร
อ่อนเพลีย ต่อมามีอาการคัน มักเริ่มจาก บริเวณแผลที่ถูกกัด แสบๆ ร้อนๆ
แล้วลามไปส่วนอื่น บางคนคันมากจนกลายเป็นแผลอักเสบ มีน้ำเหลือง ต่อมาจะ
กระสับกระส่าย กลัวแสง กลัวลม ไม่ชอบเสียงดัง เพ้อเจ้อ หลุกหลิก กระวนกระวาย
หนาวสั่น ตามักเบิกโพลงบ่อยๆ บางครั้งเข้าใจผิดคิดว่าเป็นโรคทางจิต
มีอาการกลืนลำบาก น้ำลายไหล บางคนอาจปวดเท้าและขา กล้ามเนื้อกระตุก แน่นหน้าอก
หายใจไม่ออก หรืออาจชักเกร็ง อัมพาต หมดสติ และตายในที่สุด
หลีกเลี่ยงและป้องกัน
การป้องกันไม่ให้มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้ามี 3 ขั้นตอน
ขั้นแรก - เป็นการป้องกันที่ดีที่สุด คือ
ป้องกันไม่ให้สัตว์เป็นบ้า ในประเทศไทยเราถ้า ควบคุมโรคในสุนัขได้สำเร็จ
คนและสัตว์อื่น ๆ จะได้ปลอดภัยจากโรคร้ายนี้
ขั้นที่ 2 -
ขณะนี้ยังมีสุนัขที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าอยู่ทั่วไป การหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกสุนัข
กัด จะลดอัตราเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อ
ขั้นที่ 3 - ถ้าป้องกันขั้นที่ 1 และ 2 ไม่สำเร็จ
ยังถูกสุนัขกัดจนได้ ต้องรู้วิธีป้องกันตน
ให้รอดพ้นจาการเป็นโรคพิษสุนัขบ้าเมื่อถูกกัด
โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่ร้ายแรง ยังไม่มียารักษาให้หายได้
และมีระบาดอยู่ทั่วไป ทางที่ดีที่สุดคือ
เราควรควบคุมและป้องกันโรคในสัตว์ก่อนมาถึงคน
1. ควบคุมไม่ให้สัตว์เป็นโรคพิษสุนัขบ้า
1.1 เลี้ยงสุนัขหรือแมวต้องพาไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เมื่ออายุ 2-4
เดือน แล้วฉีดกระตุ้นอีกครั้งตามกำหนดนัด และฉีดซ้ำทุกปี
ถ้าเป็นลูกสุนัขหรือแมวที่เกิดจากแม่ที่ ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน
ให้พาไปฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 เดือน และฉีดซ้ำเมื่ออายุ 3 เดือน
1.2 ไม่นำสัตว์ป่าหรือเก็บลูกสุนัขมาเลี้ยง เพราะอาจมีเชื้อพิษสุนัขบ้าติดมา
1.3 ไม่ควรปล่อยสุนัขออกไปเพ่นพ่านนอกบ้าน หรือตามท้องถนนตามลำพังโดยไม่
ได้ดูแล เพราะอาจได้รับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าจากสุนัขจรจัดได้
แต่ถ้านำออกนอกบ้านก็ควรมี โซ่ล่ามจูงให้ดี และถ้าสุนัขดุ
ควรใส่ตะกร้อปากให้สุนัขด้วย
1.4 ถ้าไม่ต้องการเพิ่มจำนวนสุนัขในบ้าน ก็ทำการคุมกำเนิดสุนัข
และไม่ควรนำสุนัข ไปปล่อยให้เป็นสุนัขจรจัดด้วย
1.5 ต้องช่วยกันลดจำนวนสุนัขที่ไม่มีเจ้าของ หรือสุนัขที่ไม่มีผู้รับผิดชอบ
โดยหาทาง ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า หรือคุมกำเนิดสุนัขเหล่านั้น
และต่อต้านผู้ที่นำสุนัขไปปล่อย
1.6 พบเห็นสัตว์สงสัยเป็นบ้าต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ / สถานีอนามัย /
สถานบริการ สาธารณสุขทันที หรือช่วยกันจับทำลาย (ระวังอย่าให้ถูกกัด)
และนำหัวส่งตรวจชันสูตร
2. หลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกสุนัขกัด
2.1 ไม่แหย่ ไม่เหยียบ (หาง, ตัว, ขา) สัตว์ หรือรบกวนสัตว์
2.2 ไม่ไปแยกสัตว์ที่กำลังกัดกันด้วยมือเปล่า
ไม่หยิบจานข้าวขณะสุนัขกำลังกินอาหาร
2.3 อย่าปล่อยให้เด็กเล็กเล่นกับสุนัขตามลำพัง
2.4 ไม่ควรให้สุนัขเลียมือ
หรือใช้มือล้วงคอช่วยเหลือสุนัขที่ทำท่าคล้ายมีอะไรติดคอ
โดยไม่แน่ใจว่าสุนัขกลืนอะไรลงไป
2.5 ไม่คลุกคลีกับสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์นอกบ้าน สัตว์ไม่มีเจ้าของ
สัตว์ที่ไม่ทราบประวัติ หรือไม่แน่ใจว่าฉีดวัคซีนแล้วหรือยัง
**อย่าเหยียบ อย่าแยก อย่าแหย่ อย่าหยิบ อย่ายุ่ง**
3. เมื่อสุนัขกัดควรทำอย่างไร
ถ้าสุนัขบ้า หรือสงสัยว่าบ้ากัด ข่วน หรือเลียตามบาดแผล ให้รับปฏิบัติดังนี้
3.1 รีบล้างแผลให้เร็วที่สุด ด้วยสบู่และน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง
แล้วล้างสบู่ออกให้หมด ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการติดเชื้อ
เพราะจะทำให้เชื้อโรคต่างๆ ที่บริเวณนั้นหลุด ออกจากแผลไปตามน้ำ
ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า หรือเชื้อโรคอื่นๆ แล้วเช็ดแผลด้วย
สารละลายไอโอดีน เช่น โพวิโดนไอโดดีนเป็นอันดับแรก ถ้าไม่มีอาจใช้แอลกอฮอล์ 70%
หรือทิงเจอร์ไอโอดีน หรือยาฆ่าเชื้ออื่นๆ แทน
3.2 ไปพบแพทย์ เพื่อรับการป้องกันรักษาที่ถูกต้อง
3.3 ต้องจดจำลักษณะ สังเกตอาการ และสาเหตุที่ถูกกัด
รวมทั้งติดตามหาเจ้าของสัตว์ ที่กัด ถามประวัติการฉีดวัคซีนของสัตว์
และสังเกตอาการสัตว์ต่อไป
ข้อพึงระวัง คือ สุนัขคอก / พันธุ์ / สีเดียวกัน ลักษณะคล้ายคลึงกัน
อาจจำผิดตัวได้
วัคซีนชนิดใหม่ คนท้องก็ฉีดได้
วัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าที่ใช้ฉีดคนในปัจจุบัน
ไม่ต้องฉีดรอบสะดือทุกวันเหมือนแต่ ก่อนแล้ว ฉีดเพียง 5 เข็ม
ฉีดได้ทั้งในเด็กและสตรีมีครรภ์
พบอาการเหล่านี้ต้องส่งตรวจทันที
แมว จะมีอาการทั่วๆ ไปคล้ายอาการในสุนัข
มักจะหลบตามใต้ตู้ โต๊ะ หรือในที่สงบ มืดๆ อาการอาจจะดุร้ายและกัดหากถูกรบกวน
เช่น พยายามป้อนอาหาร ป้อนยา หรือถ้ามี เสียงร้องแหบ ไม่มีเสียงเลย
และไม่กินอาหาร เพราะเจ็บคอหรือกลืนลำบากต้องพาไปหา สัตวแพทย์ทันที
โค กระบือ ถ้าพบอาการแบบนี้ต้องส่งตรวจทันที คือ
ไม่กินหญ้า กระสับกระส่าย ตื่นเต้น กล้ามเนื้อเกร็งกระตุก อาจวิ่งไล่ชนสัตว์
คอกสัตว์ หรือคน และแสดงอาการคัน บริเวณที่เคยถูกกัด
โดยเอาบริเวณนั้นไปถูไถกับคอกบ่อยๆ ร้องเสียงแหบ มีอาการคล้าย
มีสิ่งแปลกปลอมติดคอ มีน้ำลายไหลยืด กัดฟัน
ท้องป่องเนื่องจากมีแก๊สสะสมในกระเพาะ มาก หางบิดหรือขาอ่อน
แพะ แกะ มีอาการไม่กินหญ้า กระวนกระวาย ตื่นเต้น
ดุกว่าปกติ ชอบขี่ตัวอื่น ตาเบิก กว้าง จ้องนิ่ง ชอบเอาเท้าโขกพื้น
เลียบริเวณที่ถูกกัดบ่อยๆ
ม้า ลา มีอาการตื่นเต้น ดุร้าย
กัดคนเช่นเดียวกับสัตว์อื่น คันบริเวณเคยถูกกัด สัตว์จะ เอาบริเวณนั้นถูไถคอก
หูตั้ง ไวต่อเสียงมาก เอาเท้าโขกพื้น กัดรางอาหาร กินอุจจาระ ตาแดง จ้องนิ่ง
หรือมีอาการท้องผูก
สุกร ตื่นเต้น ตกใจง่าย พบบ่อยๆ
ที่กระโดดขึ้นทันทีทันใดเมื่อตกใจ น้ำลายไหลยืด ร้อง เสียงแหบ
อาจไล่กัดสุกรตัวอื่นๆ ในคอก
เก็บตัวอย่างชันสูตรแบบถูกวิธี
1. ถ้าเป็นสัตว์เล็ก อย่างกระรอก กระต่าย แมว ส่งชันสูตรได้ทั้งตัว
แต่ถ้าเป็นสัตว์ใหญ่ อย่างสุนัข สุกร วัว ต้องตัดเฉพาะส่วนหัวไปชันสูตร
2. ผู้ตัดหัวสัตว์จะต้องไม่มีบาดแผลที่มือ
และต้องสวมถุงมือยางหรือถุงมือพลาสติก ที่กันน้ำได้ขณะทำการตัด
3. นำถุงพลาสติกครอบปากสุนัขก่อนลงมือตัด เป็นการป้องกันน้ำลายสัตว์กระเด็น
จากนั้นใช้มีดคมๆ ตัดตรงรอยข้อต่อระหว่างศีรษะกับคอ
รวบถุงพลาสติกที่ครอบปากสุนัข ไว้ และนำใส่ลงในถุงพลาสติกหนาๆ อีกชั้น
รัดปากถุงให้แน่น ห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ หนาๆ ใส่ถุงพลาสติกหนา
รวบปากถุงรัดให้แน่น (ห้ามแช่หัวสัตว์ในฟอร์มาลิน จะทำให้ เนื้อสมองแข็ง
แยกเชื้อไม่ได้ ผลการตรวจไม่ดี)
4. นำถุงนี้ใส่ลงในถังพลาสติก โฟม หรือโลหะ
อย่างใดอย่างหนึ่งที่มีน้ำแข็งรองอยู่ ก้นถัง ประมาณ 1/4
แล้วเทน้ำแข็งกลบทับอีกครั้ง เพื่อรักษาตัวอย่างไม่ให้เน่า (ห้ามใส่เกลือ
หรือแช่แข็ง จะทำให้ใช้เวลาในการตรวจนานขึ้น และผลตรวจอาจไม่ดีเท่าที่ควร)
5. นำส่งห้องชันสูตรโรคโดยเร็วที่สุดภายใน 24 ชั่วโมง
6. กรอกข้อมูลในแบบส่งตัวอย่างตรวจอย่างละเอียด เกี่ยวกับชนิดสัตว์ สี อายุ
การฉีด วัคซีน การกัดคนหรือสัตว์อื่น รวมทั้งชื่อที่อยู่
ของผู้ต้องการผลชันสูตรหรือเจ้าของติดไว้ด้วย ป้องกันการสลับตัวอย่าง
และเจ้าหน้าที่สามารถติดต่อได้รวดเร็ว
ส่วนซาก ถุงมือยางหรือถุงพลาสติก
ควรเผาหรือฝังให้ลึกอย่างน้อย 50 ซม. ป้องกัน สัตว์อื่นคุ้ยเขี่ย
มีดหรืออุปกรณ์อื่นให้ทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ แล้วผึ่งแดดให้แห้ง
หรือต้มในน้ำเดือดนาน 10 นาที
กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม
|